วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เรื่องอาปายิก

อาปายิกสูตร
             [๕๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้ ไม่ละบาปกรรม ๓ อย่างนี้ จักต้องไปอบาย จักต้องไปนรก บุคคล ๓ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่ ไม่ใช่พรหมจารีแต่ปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารี ๑ คนที่ตามกำจัดท่านที่มีพรหม- *จรรย์บริสุทธิ์ ประพฤติพรหมจรรย์หมดจด ด้วยกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ อันไม่มีมูล ๑ คนที่มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า โทษในกามไม่มี ถึงความเป็น ผู้ตกไปในกามทั้งหลาย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้แลไม่ละบาป กรรม ๓ อย่างนี้ จักต้องไปอบาย จักต้องไปนรก ฯ
ทุลลภสูตร
             [๕๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏแห่งบุคคล ๓ จำพวกหาได้ ยากในโลก บุคคล ๓ จำพวกเป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมา- *สัมพุทธเจ้า ๑ บุคคลผู้แสดงธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว ๑ กตัญญูกต- *เวทีบุคคล ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏแห่งบุคคล ๓ จำพวกนี้แล หาได้ ยากในโลก ฯ
อัปปเมยยสูตร
             [๕๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก ๓ จำพวกเป็นไฉน คือ สุปปเมยยบุคคล ๑ ทุปปเมยยบุคคล ๑ อัปปเมยย- *บุคคล ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สุปปเมยยบุคคลเป็นไฉน คือ บุคคลบางคน ในโลกนี้ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว โลเล ปากกล้า พูดพร่ำเพรื่อ หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตไม่แน่นอน ไม่สำรวมอินทรีย์ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย นี้เรียกว่า สุปปเมยยบุคคล ผู้พึงประมาณได้โดยง่าย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุปปเมยยบุคคลเป็นไฉน คือบุคคลบางคนบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถือตัว ไม่โลเล ปากไม่กล้า ไม่พูดพร่ำเพรื่อ ดำรงสติมั่น มีสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น มีจิตแน่วแน่ สำรวมอินทรีย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุปปเมยย- *บุคคลผู้พึงประมาณได้โดยยาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อัปปเมยยบุคคลเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันตขีณาสพ นี้เรียกว่า อัปปเมยยบุคคล ผู้พึงประมาณไม่ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้แล มีปรากฏ อยู่ในโลก ฯ
อเนญชสูตร
             [๕๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก ๓ จำพวกเป็นไฉน คือ ๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน อยู่ โดยบริกรรมว่า อากาศไม่มีที่สุดเพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะ ถึงความสิ้นไปแห่งปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา เขาย่อมชอบใจ ฌานนั้น ปรารถนาฌานนั้น และถึงความยินดีด้วยฌานนั้น เขาตั้งอยู่ในฌานนั้น น้อมใจไปในฌานนั้น มากด้วยฌานนั้นอยู่ ไม่เสื่อมจากฌานนั้น ทำกาละ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาพวกที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เทวดาพวกที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ มีอายุประมาณสองหมื่น กัป ปุถุชนดำรงอยู่ในชั้นอากาสานัญจายตนะนั้นตราบเท่าสิ้นอายุ ยังประมาณอายุ ของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปจนหมดแล้ว ไปสู่นรกก็มี ไปสู่กำเนิดสัตว์ ดิรัจฉานก็มี ไปสู่ปิตติวิสัยก็มี ส่วนสาวกของพระผู้มีพระภาค ดำรงอยู่ในชั้น อากาสานัญจายตนะนั้นตราบเท่าสิ้นอายุ ยังประมาณอายุของเทวดาเหล่านั้นให้ สิ้นไปจนหมดแล้ว ปรินิพพานในภพนั้นเอง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก ผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้มิได้สดับ มีความแปลกกันเช่นนี้ มีความแตกต่างกันเช่นนี้ มีเหตุเป็นเครื่องทำต่างๆ กันเช่นนี้ ในเมื่อคติและอุบัติยังมีอยู่ ๒. อีกประการ หนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ก้าวล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประกายทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน โดยบริกรรมว่า วิญญาณไม่มีที่สุด เขาย่อมชอบใจ ฌานนั้น ปรารถนาฌานนั้น และถึงความยินดีด้วยฌานนั้น เขาดำรงอยู่ใน ฌานนั้น น้อมใจไปในฌานนั้น มากด้วยฌานนั้นอยู่ ไม่เสื่อมจากฌานนั้น ทำกาละ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาพวกที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาพวกที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะมีอายุประมาณสี่หมื่น กัป ปุถุชนดำรงอยู่ในชั้นวิญญาณัญจายตนะนั้นตราบเท่าสิ้นอายุ ยังประมาณอายุของ เทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปจนหมดแล้ว ไปสู่นรกก็มี ไปสู่กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มี ไปสู่ปิตติวิสัยก็มี ส่วนสาวกของพระผู้มีพระภาค ดำรงอยู่ในชั้นวิญญาณัญ จายตนะตราบเท่าสิ้นอายุ ยังประมาณอายุของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปจนหมดแล้ว ปรินิพพานในภพนั้นเอง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้มิได้ สดับ มีความแปลกกันเช่นนี้ มีความแตกต่างกันเช่นนี้ มีเหตุเป็นเครื่องทำต่างๆ กันเช่นนี้ ในเมื่อคติและอุบัติยังมีอยู่ ๓. อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน โดย บริกรรมว่า ไม่มีอะไร เขาย่อมชอบใจฌานนั้น ปรารถนาฌานนั้น และถึงความ ยินดีด้วยฌานนั้น เขาดำรงอยู่ในฌานนั้น น้อมใจไปในฌานนั้น มากด้วยฌานนั้น อยู่ ไม่เสื่อมจากฌานนั้น ทำกาละ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาพวกที่ เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาพวกที่เข้าถึงชั้น อากิญจัญญายตนะมีอายุประมาณหกหมื่นกัป ปุถุชนดำรงอยู่ในชั้นอากิญจัญญา- *ยตนะนั้นตราบเท่าสิ้นอายุ ยังประมาณอายุของเทวดาพวกนั้นให้สิ้นไปจนหมดแล้ว ไปสู่นรกก็มี ไปสู่กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มี ไปสู่ปิตติวิสัยก็มี ส่วนสาวกของ พระผู้มีพระภาค ดำรงอยู่ในชั้นอากิญจัญญายตนะนั้นตราบเท่าสิ้นอายุ ยังประมาณ อายุของเทวดาเหล่านั้นให้สิ้นไปจนหมดแล้ว ปรินิพพานในภพนั้นเอง ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้มิได้สดับ มีความแปลกกันเช่นนี้ มีความแตกต่างกันเช่นนี้ มีเหตุเป็นเครื่องทำต่างๆ กันเช่นนี้ ในเมื่อคติและ อุบัติยังมีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
อยสูตร
             [๕๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิบัติ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ศีลวิบัติ ๑ จิตตวิบัติ ๑ ทิฐิวิบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ศีลวิบัติเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ศีลวิบัติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จิตตวิบัติเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนมักโลภ มีจิตพยาบาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า จิตตวิบัติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฐิ- *วิบัติเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นมิจฉาทิฐิ มีความเห็นวิปริตว่า ทานที่ ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากของกรรม ที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ พวกที่ผุดเกิดไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ทำโลกนี้และโลกหน้า ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนหมู่สัตว์ให้รู้ตาม ไม่มีในโลก ดูกร ภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทิฐิวิบัติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะศีลวิบัติเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือว่าเพราะจิตตวิบัติเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือว่าเพราะทิฐิวิบัติเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกาย ตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิบัติ ๓ อย่าง นี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมปทา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือศีลสัมปทา ๑ จิตตสัมปทา ๑ ทิฏฐิสัมปทา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ศีลสัมปทาเป็นไฉน บุคคล บางคนในโลกนี้ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากลักการทรัพย์ เว้นขาดจากการ ประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากคำส่อเสียด เว้นขาดจาก คำหยาบ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ศีลสัมปทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จิตตสัมปทาเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ มักโลภ ไม่มีจิตพยาบาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า จิตตสัมปทา ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ก็ทิฐิสัมปทาเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสัมมาทิฐิ มีความเห็น ไม่วิปริตว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่บูชาแล้วมีผล การเซ่นสรวงมีผล ผลวิบาก ของกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วมี โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์พวกที่ ผุดเกิดขึ้นมี สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้ง ชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนหมู่สัตว์ให้รู้ตาม มีอยู่ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทิฐิสัมปทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะศีลสัมปทาเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หรือว่าเพราะจิตตสัมปทาเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หรือว่าเพราะ ทิฐิสัมปทาเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมปทา ๓ อย่างนี้แล ฯ
อปัณณกสูตร
             [๕๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิบัติ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ศีลวิบัติ ๑ จิตตวิบัติ ๑ ทิฐิวิบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ศีลวิบัติเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ พูดเพ้อเจ้อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ศีลวิบัติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จิตตวิบัติเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโลภ มีจิตพยาบาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า จิตตวิบัติ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ก็ทิฐิวิบัติเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นมิจฉาทิฐิ มีความเห็น วิปริตว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล ฯลฯ สมณพราหมณ์ผู้ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนหมู่สัตว์ให้รู้ตาม ไม่มีในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทิฐิวิบัติ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เพราะศีลวิบัติเป็นเหตุ ... เพราะจิตตวิบัติเป็นเหตุ ... หรือเพราะ ทิฐิวิบัติเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลายเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนแก้วมณีหกเหลี่ยม ถูกโยนขึ้น เบื้องสูง กลับมาตั้งอยู่จะโดยที่ใดๆ ต้องกลับมาตั้งอยู่ได้ด้วยดี แม้ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะศีลวิบัติเป็นเหตุ ... เพราะจิตตวิบัติ เป็นเหตุ ... หรือเพราะทิฐิวิบัติเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลายเมื่อแตกกายตายไป ย่อม เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิบัติ ๓ อย่างนี้แล ฯ              ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมปทา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ศีลสัมปทา ๑ จิตตสัมปทา ๑ ทิฏฐิสัมปทา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ศีลสัมปทาเป็นไฉน บุคคล บางคนในโลกนี้ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย นี้เรียกว่า ศีลสัมปทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จิตตสัมปทาเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มักโลภ ไม่มีจิตพยาบาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า จิตตสัมปทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฏฐิสัมปทาเป็นไฉน บุคคลบางคน ในโลกนี้ เป็นสัมมาทิฐิ มีความเห็นไม่วิปริตว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ฯลฯ สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีประพฤติชอบ ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วย ปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนหมู่สัตว์ให้รู้ตามมีอยู่ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ เรียกว่า ทิฏฐิสัมปทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะศีลสัมปทาเป็นเหตุ ... เพราะ จิตตสัมปทาเป็นเหตุ ... หรือเพราะทิฏฐิสัมปทาเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลายเมื่อแตก กายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนแก้วมณี หกเหลี่ยม ถูกโยนขึ้นไปเบื้องบน กลับมาตั้งอยู่จะโดยที่ใดๆ ต้องกลับมาตั้งอยู่ ได้ด้วยดี แม้ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุทั้งหลาย เพราะศีลสัมปทา เป็นเหตุ ... เพราะจิตตสัมปทาเป็นเหตุ ... หรือเพราะทิฏฐิสัมปทาเป็นเหตุ สัตว์ ทั้งหลายเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมปทา ๓ อย่างนี้ ฯ
กัมมันตสูตร
             [๕๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิบัติ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ กัมมันตวิบัติ การงานวิบัติ ๑ อาชีววิบัติ อาชีพวิบัติ ๑ ทิฏฐิวิบัติ ความเห็น วิบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กัมมันตวิบัติเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็น ผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ พูดเพ้อเจ้อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า กัมมันตวิบัติ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็อาชีววิบัติเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนมีอาชีพผิด สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยมิจฉาอาชีวะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า อาชีววิบัติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทิฏฐิวิบัติเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนมิจฉาทิฐิ มีความเห็นวิปริตว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล ฯลฯ ซึ่งทำให้ โลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนหมู่สัตว์ให้รู้ตาม ไม่มี ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทิฏฐิวิบัติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิบัติ ๓ อย่างนี้แล ฯ              ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมปทา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือกัมมันต- *สัมปทา ความถึงพร้อมแห่งการงาน ๑ อาชีวสัมปทา ความถึงพร้อมแห่งอาชีพ ๑ ทิฏฐิสัมปทา ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กัมมันตสัมปทา เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ เว้นขาดจากคำ เพ้อเจ้อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า กัมมันตสัมปทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ อาชีวสัมปทาเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนมีอาชีพชอบ สำเร็จการ เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า อาชีวสัมปทา ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ก็ทิฏฐิสัมปทาเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนสัมมาทิฐิ มีความเห็นไม่วิปริตว่า ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่บูชาแล้วมีผล ฯลฯ ซึ่งทำให้ โลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนหมู่สัตว์ให้รู้ตาม มี อยู่ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทิฏฐิสัมปทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมปทา ๓ อย่างนี้แล ฯ
สเจยยสูตรที่ ๑
             [๕๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสะอาด ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ กายโสเจยย ความสะอาดกาย ๑ วจีโสเจยย ความสะอาดวาจา ๑ มโน- *โสเจยย ความสะอาดใจ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กายโสเจยยเป็นไฉน บุคคล- *บางคนในโลกนี้ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจาก การประพฤติผิดในกาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่ากายโสเจยย ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย วจีโสเจยยเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำหยาบ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย นี้เรียกว่า วจีโสเจยย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มโนโสเจยยเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มากด้วยความอยากได้ มีจิตไม่พยาบาท เป็น สัมมาทิฐิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า มโนโสเจยย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความ สะอาด ๓ อย่างนี้แล ฯ
โสเจยยสูตรที่ ๒
             [๕๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสะอาด ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ กายโสเจยย ๑ วจีโสเจยย ๑ มโนโสเจยย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กาย โสเจยยเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการ ลักทรัพย์ เว้นขาดจากกรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า กายโสเจยย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วจีโสเจยยเป็นไฉน ภิกษุในธรรม- *วินัยนี้ เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำหยาบ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า วจีโสเจยย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มโนโสเจยยเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ กามฉันทะมีในภายในก็รู้ว่า กาม- *ฉันทะของเรามีในภายใน หรือกามฉันทะไม่มีในภายในก็รู้ว่า กามฉันทะของเรา ไม่มีในภายใน ย่อมรู้ชัดซึ่งอาการเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งกามฉันทะที่ยังไม่เกิดขึ้น รู้ชัดซึ่งอาการเป็นเหตุละกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว และรู้ชัดซึ่งอาการเป็นเหตุไม่ เกิดขึ้นได้ต่อไปแห่งกามฉันทะที่ละได้แล้ว พยาบาทมีในภายในก็รู้ว่า พยาบาท ของเรามีในภายใน หรือพยาบาทไม่มีในภายในก็รู้ว่า พยาบาทของเราไม่มีใน ภายใน ย่อมรู้ชัดซึ่งอาการเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งพยาบาทที่ยังไม่เกิดขึ้น รู้ชัดอาการ เป็นเหตุละพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว และรู้ชัดซึ่งอาการเป็นเหตุไม่เกิดขึ้นต่อไปแห่ง พยาบาทที่ละได้แล้ว ถีนมิทธะมีในภายในก็รู้ว่า ถีนมิทธะของเรามีในภายใน หรือถีนมิทธะไม่มีในภายในก็รู้ว่า ถีนมิทธะของเราไม่มีในภายใน ย่อมรู้ชัดซึ่ง อาการเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดขึ้น รู้ชัดซึ่งอาการเป็นเหตุละถีน- *มิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว และรู้ชัดซึ่งอาการเป็นเหตุไม่เกิดขึ้นต่อไปแห่งถีนมิทธะที่ละ ได้แล้ว อุทธัจจกุกกุจจะมีอยู่ในภายในก็รู้ว่า อุทธัจจกุกกุจจะของเรามีอยู่ใน ภายใน หรืออุทธัจจกุกกุจจะไม่มีอยู่ในภายในก็รู้ว่า อุทธัจจกุกกุจจะของเราไม่มี ในภายใน ย่อมรู้ชัดซึ่งอาการเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิดขึ้น รู้ชัดซึ่งอาการเป็นเหตุละอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว และรู้ชัดซึ่งอาการเป็นเหตุ ไม่เกิดขึ้นต่อไปแห่งอุทธัจจกุกกุจจะที่ละได้แล้ว วิจิกิจฉามีอยู่ในภายในก็รู้ว่า วิจิกิจฉาของเรามีอยู่ในภายใน หรือวิจิกิจฉาไม่มีในภายในก็รู้ว่า วิจิกิจฉาของเรา ไม่มีในภายใน ย่อมรู้ชัดซึ่งอาการเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งวิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิดขึ้น รู้ชัด ซึ่งอาการเป็นเหตุละวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว และรู้ชัดซึ่งอาการเป็นเหตุไม่เกิดขึ้น ต่อไปแห่งวิจิกิจฉาที่ละได้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า มโนโสเจยย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ความสะอาด ๓ อย่างนี้แล ฯ                           ผู้ที่มีกายสะอาด มีวาจาสะอาด มีใจสะอาด ไม่มีอาสวะ                           เป็นผู้สะอาด ถึงพร้อมด้วยความสะอาด บัณฑิตทั้งหลาย                           กล่าวว่า เป็นผู้ล้างบาปเสียแล้ว ฯ
โมเนยยสูตร
             [๕๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นมุนี ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ความเป็นมุนีทางกาย ๑ ความเป็นมุนีทางวาจา ๑ ความเป็นมุนีทางใจ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเป็นมุนีทางกายเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาด จากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากกรรมอันเป็นข้าศึกแก่ พรหมจรรย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ความเป็นมุนีทางกาย ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ก็ความเป็นมุนีทางวาจาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการ พูดเท็จ เว้นขาดจากคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำหยาบ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ความเป็นมุนีทางวาจา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความ เป็นมุนีทางใจเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ทำให้แจ้งชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญา- *วิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองใน ปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ความเป็นมุนีทางใจ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ความเป็นมุนี ๓ อย่างนี้แล ฯ                           ผู้ที่เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ ไม่มี                           อาสวะ เป็นมุนี สมบูรณ์ด้วยความเป็นมุนี บัณฑิตทั้งหลาย                           กล่าวว่า เป็นผู้ละเสียได้ทุกอย่าง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น